King [email protected] in Town

On last Saturday noon, I went to Dr. Donya and @juacompe's birthday party at King Kong buffet restaurant (Town in Town branch). I have just 2 pictures to show; otherwise, I couldn't catch the others up. 😛

KingKong01

Another one..

KingKong02

I would strongly recommend you to go to this branch rather than the Soi Lung Suan branch. This Town in Town branch provides quite good services. The waiters/waitresses have good manners and, more importantly, they look indeed happy to serve us. 🙂

This restaurant is around here.

Why Study at AIT?

คำเตือนก่อนอ่าน: บทความนี้เขียนไว้เมื่อประมาณปี 2552 นะครับ ปัจจุบันอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงบ้าง ถ้าอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติม ขอให้ติดต่อเจ้าของบล็อกโดยตรงจ้า ยินดีตอบทุกคำถาม 😉

หัวข้อบล็อกนี้แปลเป็นภาษาไทยจะได้ว่า "ทำไมถึงศึกษาต่อที่ Asian Institute of Technology (AIT)?" ซึ่งเป็นหัวข้อที่มีหลายคนถามผมมาเยอะเหมือนกัน เลยมาเขียนเก็บไว้เผื่อจะเป็นข้อมูลในการตัดสินใจของผู้ที่จะสมัครเรียนที่นี่นะครับ แต่ว่าผมจะเน้นไปที่ภาควิชา Computer Science and Information Management (CSIM) เพราะผมกำลังศึกษาอยู่ในโปรแกรมนี้

จะขอเขียนถึงภาพรวมก่อน ซึ่งก็จะมีประมาณนี้

  • ก่อนเข้าเรียนจะมีการทดสอบภาษาอังกฤษ (เน้นทางด้านการเขียน) ทาง AIT จะเปิดให้สอบ และจะต้องผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำก่อนถึงจะสามารถเข้ามาเรียนได้ พอเข้ามาเรียนแล้ว เราสามารถเข้าเรียนภาษาอังกฤษได้ฟรี โดยทาง Language Center จะเปิดคอร์สภาษาอังกฤษให้
  • ผมแนะนำให้สอบภาษาอังกฤษกับทาง AIT นะครับ ซึ่งเราสามารถมาขอสอบเมื่อไหร่ก็ได้ ถึงแม้จะต้องเสียเงินค่าสอบ (ครั้งแรก 800 บาท และ 2 ครั้งต่อไป 200 บาท ครั้งต่อไปจะเริ่ม 800 บาทใหม่ เราสามารถสอบกี่ครั้งก็ได้จนกว่าจะผ่านเกณฑ์ครับ)
  • ที่นี่เป็น international และ multi-cultural นะครับ และจะถือว่าทุกคนเป็นชาวต่างชาติหมดครับ เนื่องจาก AIT นั้นตั้งอยู่ในประเทศไทยก็จริง แต่ว่าก็ไม่ใช่ของประเทศไทยนะครับ
  • การเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษหมดครับ เหมือนเราได้เรียนอยู่เมืองนอกไม่ต่างกันเท่าไหร่ ทุกอย่างอยู่ที่ตัวเราครับ ว่าเราเลือกจะทำงานกับคนไทยหรือคนต่างชาติ เรียนที่ไหนก็เหมือนกันหมดครับ
  • ตอนนี้ทุนสนับสนุนหลักจะเป็น AIT Fellowship 🙂 การให้ทุนจะดูหลายปัจจัยครับ เช่น เกรดเฉลี่ย คะแนนภาษาอังกฤษ ประสบการณ์การทำงาน (ถ้ามี) แล้วก็การสอบสัมภาษณ์ครับ
  • แล้วก็มีทุนสนับสนุนของรัฐบาลไทย Royal Thai Government (RTG) เป็นทุนให้เปล่าครับ เรียนจบแล้วไม่ต้องไปใช้หนี้ ตอนนี้จะมีแค่บางสาขาวิชา ดูรายละเอียดได้ >> ที่นี่ <<
  • AIT มีเครือข่ายที่ใหญ่มาก เกือบทั่วทั้งโลกครับ ถือว่าเป็นข้อที่ได้เปรียบของคนที่จบจากที่นี่ครับ
  • มีทรัพยากรพอเพียงต่อการวิจัย ยกตัวอย่าง ทาง CSIM ก็จะมีห้องแลป มีคอมพิวเตอร์ให้ใช้ มีเซิฟเวอร์ทำงานตลอด 24 ชม. ฯลฯ
  • มีกิจกรรมคลายเครียดเยอะแยะครับ จัดโดยทาง Student Union (SU) ถ้าเป็นคนไทยก็จะมีสมาคมนักเรียนไทย (TASA) คอยต้อนรับ
  • AIT สนับสนุนการกีฬาเป็นอย่างมากครับ มีทั้ง สนามฟุตบอล สนามเทนนิส ตะกร้อ แบดมินตัน สควอช ฯลฯ
  • มีการรักษาความปลอดภัยอย่างดีครับ จะมีคนเดินตรวจตราความเรียบร้อยอยู่ตลอดเวลา และเราสามารถแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายได้ตลอด 24 ชม.
  • บรรยากาศใน AIT ค่อนข้างเขียวชอุ่ม เต็มไปด้วยต้นไม้ ปลอดมลพิษ การเดินทางภายใน AIT จะเป็นการขี่จักรยานเป็นส่วนใหญ่
  • สำหรับเรื่องหอพัก AIT มีหอพักในครับ ราคาค่อนข้างถูกมาก ประมาณ 3,000 บาทต่อเดือน ค่าน้ำค่าไฟรวมแล้วแพงสุดไม่เกิน 500 บาทครับ ถ้าเราไม่ใช้เปลืองจริงๆ อีกอย่างก็มีอินเตอร์เนทให้ใช้ฟรี! (ในปัจจุบันต้องเสียเป็นรายเดือนแล้ว)
  • ข้อได้เปรียบของการเรียนที่นี่อีกอย่างก็คือ เราจะได้รู้จักสำเนียงภาษาอังกฤษของคนแทบทั่วทั้งโลกครับ 😀

ส่วนสำหรับโปรแกรม CSIM ก็จะประมาณนี้

  • อาจารย์ระดับเทพทุกคน ถ้าไม่เชื่อลองไปอ่านประวัติได้ ถ้าถามว่าทำไมถึงไม่ไปสอนที่ดีๆ ละ ผมคิดว่าเค้ารักเมืองไทย และเค้าต้องการพัฒนาให้การศึกษาของเมืองไทยให้ดีขึ้น
  • อ. ทุกท่านจะมีสไตล์ในการสอนเฉพาะตัว ที่สามารถนำเนื้อหาที่ยากมาพูดให้เข้าใจได้ง่าย
  • อ. ทุกท่านเปิดโอกาสให้นักศึกษา/นักวิจัย ได้เข้าพบและปรึกษาเรื่องการเรียนได้เกือบตลอดเวลา
  • อ. ยินดีที่จะช่วยเหลือและรับปรึกษาปัญหาด้านการศึกษาของนักศึกษา/นักวิจัย ทุกคน บางเรื่องก็ปรึกษาได้เช่นกัน
  • ส่วนเรื่องการเรียน งานค่อนข้างจะเยอะมากถึงมากที่สุด แต่ถ้าผ่านไปได้ก็ไม่ต้องกลัวงานที่ไหนอีกแล้วครับ โปรเจคแทบจะทุกวิชาจะทำเป็นกลุ่มครับ แต่ว่าเราสามารถเลือกทำเดี่ยวได้ถ้าเทพจัด แต่พวกการบ้านส่วนใหญ่จะเป็นงานเดี่ยวครับ
  • ทุกวิชามีโปรเจคและมีการบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่จะทำกันไม่ค่อยทัน คำแนะนำก็คือ พอ อ. ให้งานมา ก็ให้รีบทำเลยครับ อย่าดองไว้นาน
  • บรรยากาศในการเรียนค่อนข้างเป็นกันเองครับ ก็เหมือนตอนเรียนปริญญาตรีนั่นแหละ ถ้าสงสัยอะไรให้ยกมือถามได้เลยครับ ไม่ต้องอาย ไม่ต้องกลัว จะมีประโยคที่ได้ยินบ่อยๆ ว่า "ถ้ารู้เรื่องแล้ว จะมาเรียนทำไม" จริงไหม?
  • ทุกวิชา ถ้าเราสนใจเราสามารถเข้าไปนั่งเรียนได้หมดครับ ค่อนข้างเปิดกว้างมากๆ
  • การเรียนการสอนของระดับปริญญาโท จะมีทั้งหมด 4 ภาคการศึกษา 2 ภาคแรกจะเป็นคอร์สวิชา ส่วนอีก 2 ภาคหลังจะเป็นการทำวิจัย
  • การทำวิจัยสำหรับระดับปริญญาโทมี 2 แบบครับคือ แบบ Research กับ แบบ Thesis ซึ่งแบบ Research จะใช้เวลาทำแค่ 1 ภาคการศึกษา ส่วนแบบ Thesis จะใช้เวลาทำ 2 ภาคการศึกษา ถ้าใครสนใจอยากเรียนระดับปริญญาเอกต่อ หรือว่าตั้งใจที่จะเป็นอาจารย์/นักวิจัย ผมแนะนำให้เลือกแบบ Thesis ครับ งานจะใหญ่กว่าและเป็นสากลมากกว่า ส่วนงาน Research จะเหมาะสำหรับคนที่ชอบเรียนครับ และไม่ชอบวิจัย เค้าก็จะลงคอร์สวิชาเพิ่มอีก 1 ภาคเรียน และภาคเรียนสุดท้ายก็จะทำวิจัย (ขอบเขตของงานจะน้อยกว่า Thesis ครับ)
  • เงื่อนไขการเรียนจบ ก็แค่ทำให้ผลงานอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ สามารถตีพิมพ์ได้ (ปัจจุบัน งานไม่จำเป็นต้องตีพิมพ์ครับ)
  • การเรียนการสอนของระดับปริญญาเอก จะมีทั้งหมด (ขั้นต่ำ) 6 ภาคการศึกษา ซึ่ง 2 ภาคแรก จะเป็นคอร์สวิชา ส่วน 4 ภาคที่เหลือจะเป็นการวิจัย
  • การสอบหัวข้อ (Proposal defense) จะเริ่มตั้งแต่เราเสร็จสิ้นในส่วนของคอร์สวิชาหมดแล้ว สำหรับ เด็กปริญญาเอกเราจะต้องสอบภายใน 3 ภาคการศึกษา ส่วนเด็กปริญญาโทจะต้องสอบให้เสร็จภายใน 1 ภาคการศึกษา
  • ส่วนการทำวิจัยระดับปริญญาเอกนั้น เงื่อนไขการเรียนจบก็คือมีงานที่ตีพิมพ์ขั้นต่ำจำนวน 1 journal ที่เป็น international นะครับ และต้องเป็น journal ที่มี impact factor สูงๆ หรือเป็นที่ยอมรับกัน
  • โดยปกติแล้วในสาขา Computer Science นี้ การตีพิมพ์ใน Conference จะยากกว่าการตีพิมพ์ใน Journal นะครับ (อ. เค้าบอกมา)
  • วิชาที่สอนมีเนื้อหาค่อนข้างทันสมัย ถึงแม้ว่าเนื้อหาหลักจะคงเดิมไว้ แต่ว่า อ. แต่ละท่านก็สามารถสอดแทรกเนื้อหาใหม่ๆ เข้าไปได้
  • ได้เจอเพื่อนใหม่ต่างสถาบัน ได้ความรู้ใหม่ ได้แนวทางวิจัยใหม่ๆ
  • สำหรับคำถามที่เจอบ่อยอีกอย่างก็คือ ไม่ได้จบมาทางสาย Computer โดยตรงจะสามารถเรียนได้รึเปล่า? ผมขอตอบว่าเรียนได้ครับ ที่นี่มีคนที่จบไม่ตรงสายมาก็เยอะเหมือนกัน พวกเค้าช่วงแรกก็มีปัญหาครับ แต่พอปรับตัวได้ และเน้นความขยัน พวกเค้าก็เรียนได้สบายครับ

ถ้ามีอะไรเพิ่มเติม จะมาอัพเดทนะครับ 🙂

บ้านพักที่วังน้ำเขียว

เป็นบ้านพักที่พ่อกับแม่สร้างไว้ อีกหน่อยคงจะมาอยู่แบบถาวร อากาศที่นั่นดีมาก เหมาะแก่การพักผ่อนอย่างยิ่ง เลยเอารูปมาอวดสักหน่อย มีอยู่ 3 รูป ถ่ายไว้เมื่อปีที่แล้วครับ (กล้องมือถือ)

รูปนี้เป็นตัวบ้านพักส่วนตัวครับ มี 2 ชั้น สร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง

บ้านพักส่วนตัว

ส่วนรูปต่อไปเป็นรูปบ้านพักเล็กๆ ที่ญาติฝั่งแม่มาสร้างไว้ ทำด้วยไม้สักทั้งหลังเช่นกัน

บ้านพักญาติ

อยู่แถวไหน..? อยู่ติดกับทางขึ้นทุ่งกระทิงเลย เดินประมาณ 10-20 ก้าว ก็จะถึงป้ายนี้ 🙂

ป้ายทุ่งกระทิง

ปัจจุบันน่าจะทำสวน ปลูกหญ้า ปลูกต้นไม้ มีบ่อปลา มีร้านกาแฟอยู่ข้างหน้า และเปิดให้แขกเข้าพักเป็นบางช่วงแล้วแต่อารมณ์ ฮะๆ ยังไม่เปิดเป็นทางการ ไว้ทำรายงานส่งอาจารย์เสร็จเมื่อไหร่ จะไปเที่ยวและถ่ายรูปมาลงอีกนะครับ

My Own Site

จากที่อยากมีพื้นที่ที่เป็นของตัวเองมานานมาก ในที่สุดก็ได้มีวันนี้ เย้! ขอขอบคุณ AppServ Hosting มากครับ บริการดีมาก ทำงานกันเร็วมาก ตอบปัญหาได้อย่างไว แจ่มจริง

จริงๆ จุดประสงค์หลักนอกจากที่จะมีโดเมนกับพื้นที่เป็นของตัวเองแล้ว ผมอยากจะทำเว็บไซต์สำหรับครอบครัวอีกด้วย โดยหน้าหลักจะอยู่ที่ www.nokkok.com อ่านว่า "นก-กก" ครับ มาจากตัวอักษรแรกของคนในครอบครัวมารวมกัน ซึ่งเว็บไซต์จะออกแนวโปรโมตบ้านพักที่วังน้ำเขียว (เขาใหญ่) หน่อยๆ เราเปิดให้คนนอกเข้าพักได้ด้วยนะ

ปล. ตอนนี้เว็บไซต์ยังไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะยังเขียน css ไม่ค่อยเป็น ว่าจะค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ ไว้เสร็จสมบูรณ์เมื่อไหร่จะประกาศอย่างเป็นทางการ